ประวัติ สมเด็จพระญาณสังวร

สมเด็จพระญาณสังวร

ประวัติ สมเด็จพระญาณสังวร

สมเด็จพระญาณสังวร (สุวัฑฒโน)
วัดบวรนิเวศวิหาร กรุงเทพมหานคร

“คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้านั้นอบรมอยู่ในภายใน ปฏิบัติได้ อยู่ในด้านใน ทราบยิ่งเห็นจริงได้เองทุกๆคน มีเหตุตรองตามให้ เห็นได้จริงทุกๆคน ปฏิบัติก็ได้ผลจริงทุกๆคน เพราะว่ามิได้ สอนในภายนอก แต่สอนในภายใน รวมทั้งเป็นเหตุสำเร็จที่ ตรองตามให้เห็นได้ ปฏิบัติได้ ”

นามเดิม เจริญ คชวัตร คลอด 3 ตุลาคม 2456 สถานที่เกิด อำเภอเมือง จังหวัดกาญจนบุรี อุปสมบท บรรพชาในวัดเทวสังฆาราม ช่วงวันที่ 12 มิ.ย. 2476 โดยมี พระเทพมงคลรังษี เป็นพระอุปัชฌาย์ ยศสมเด็จพระญาณสังวร

สมเด็จฯ ได้ทรงบวชเป็นเณรเมื่อป ีพุทธศักราช 2469 ขณะอายุได้ 14 ปี ภายหลังบวชแล้วได้จำพรรษาอยู่ที่ วัดเทวสังฆาราม 1 ปี ต่อจากนั้นได้มาเรียนพระธรรมวินัยที่วัดเสน่หา จังหวัดนครปฐม กระทั่งอายุครบบรรพชา ท่านก็เลยได้ เดินทางกลับไปบรรพชาที่วัดเทวสังฆาราม เมื่อพุทธศักราช 2476 คราวหลังก็เลยได้เดินทางเข้ามาจำพรรษาในวัดบวรนิเวศวิหาร จังหวัดกรุงเทพ เพื่อศึกษาพระธรรมวินัยถัดไป แล้วก็ที่วัดบวรนิเวศนี่เอง ท่านได้เข้าพิธีการบวช เป็นธรรมยุตนิกาย โดยมี สมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณวงศ์ ทรงเป็นพระอุปัชฌาย์ ด้านการศึกษา ทรงสอบได้เปรียญธรรม 9 ประโยค ในปีพุทธศักราช 2484 และก็ได้รับพระราชทานสมณศักดิ์เป็น “สมเด็จพระญาณสังวร” เมื่อพุทธศักราช 2515

ท่านได้ทรงอุทิศตนเพื่องาน ศาสนาโดยไม่เห็นแก่เหน็ดเหนื่อย ทรงรับเป็นองค์แสดงธรรมยังสถานที่ต่างๆหลายที่ นอกจากนี้ยังได้ทรงนิพนธ์ ผลงานทางด้านวิชาการ เอกสาร รวมทั้งแบบเรียนด้านพุทธศาสนา ซึ่งล้วนแล้วแต่มีคุณค่าอย่างมากไว้เยอะแยะ พุทธศักราช 2499 สมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณวงศ์ ทรงเลือกให้เป็นพระอภิบาล(พระพี่เลี้ยง) ของพระภิกษุ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ในขณะที่ทรงผนวชเป็นพระภิกษุ และก็เสด็จประทับในวัดบวรนิเวศวิหาร ระหว่าง วันที่ 22 ตุลาคม – 5 พ.ย 2499 เจ้าประคุณสมเด็จฯ ทรงเป็นพระเถระที่ประพฤติปฏิบัติธรรม ปฏิบัติดี ปฏิบัติถูกใจ ตามทางที่ ศีล สมาธิ ปัญญา ทรงเป็นพระผู้วิเศษบริสุทธิ์ที่หาได้ยากยิ่งองค์หนึ่ง จากความดีที่ท่านได้สร้างสมไว้ ท้ายที่สุดก็เลยได้รับตำแหน่งเป็นสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก” เมื่อ 21 เม.ย. 2532 เป็นสมเด็จพระสังฆราชพระองค์ที่ 19 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์…

ประวัติ ธัมมวิตักโก ภิกขุ

ธัมมวิตักโก ภิกขุ

ประวัติ ธัมมวิตักโก ภิกขุ

ธัมมวิตักโก ภิกขุ (พระยานรรัตนราชมานิต)
วัดเทพศิรินทราวาส กรุงเทพมหานคร

“ด้วยอานุภาพของไตรสิกขา คือ “ศีล สมาธิ ปัญญา” จึงจะชนะ ศัตรู คือ กิเลสอย่างหยาบ อย่างกลาง อย่างละเอียดได้

– ชนะความหยาบคาย ซึ่งเป็นกิเลสอย่างหยาบที่ล่วง ทางกาย วาจา ได้ด้วย “ศีล”
– ชนะความรู้สึกชื่นชมยินดียินร้าย รวมทั้งหลงเสน่ห์หลงชิงชัง เป็นกิเลสอย่างกึ่งกลางที่เกิดในใจได้ด้วย “สมาธิ”
– ชนะความรู้ความเข้าใจ รู้ผิดมองเห็นไม่ถูกจากเรื่องจริงของ สังขาร ซึ่งเป็นกิเลสอย่างรอบคอบได้ด้วย “สติปัญญา”

ผู้ศึกษากระทำตามไตรสิกขาหมายถึง”ศีล สมาธิ สติปัญญา” บริบูรณ์ สมบูรณ์แล้ว ผู้นั้นก็เลยเป็นผู้พ้นจากทุกข์ทั้งผองได้แน่นอนนอน ไม่ต้องสงสัยเลย ”

นามเดิม ตรึก จินตยานนท์ เกิด 5 กุมภาพันธ์ 2440 สถานที่เกิด กรุงเทพมหานคร บวช อุปสมบทในวัดเทพศิรินทราวาส กรุงเทพฯ ช่วงวันที่ 24 มี.ค. 2468 โดยมี สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ญาณวรมหาเถระ) เป็นพระอุปัชฌาย์ มรณภาพ 8 มกราคม 2514 อายุ 74 ปี 46 พรรษา

หลังจากที่ท่านได้จบการศึกษาจากโรงเรียนข้าราชการพลเรือน ได้รับประกาศนียบัตรวิชารัฐประศาสนศาสตร์ ในยุคนั้นแล้ว ท่านได้ร่วมซ้อมรบในฐานะเสือป่า โดยรับหน้าที่เป็นคนส่งข่าวคราว ซึ่งสำหรับเพื่อการซ้อมรบนี้เองได้เปลี่ยนวิถีชีวิต จากความตั้งอกตั้งใจที่จะเป็นเจ้าหน้าที่รัฐฝ่ายปกครองของเมือง มาเป็นข้าราชสำนัก ในล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ 6 ท่านเป็นคนที่ได้รับการ ไว้วางใจจากล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ 6 อย่างยิ่ง ตั้งแต่เมื่อครั้งยังรับราชการเป็นมหาดเล็กห้องบรรทม จนกระทั่ง ได้รับการแต่งบรรดาศักดิ์เป็น พระยานรรัตนราชมานิต ซึ่งหมายความว่า “คนดีที่พระเจ้าแผ่นดินทรงนับถือ” ตลอดเวลา 10 ปี ที่ท่านได้รับราชการตอบสนองพระเดชพระคุณอย่างใกล้ชิด ท่านได้ปฏิบัติภารกิจด้วยความวิริยะ ซื่อตรง รวมทั้งรู้บุญคุณคน อย่างยากที่จะหาคนไหนกันแน่เทียบเท่า ตามที่ท่านเคยพูดถึงความภักดีต่อองค์สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ว่า “ถูกตายแทนกันได้” ความรู้บุญคุณคนที่ท่านได้แสดงนี้ ได้ประจักษ์แจ้งเมื่อท่านได้บรรพชาถวายเป็นพระราชกุศล ในวันพระราชทานเพลิงศพ ศพล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ 6 จนกระทั่งท่านตาย ท่านดำรงเพศสมณะด้วยความครัดเคร่งต่อศีล เป็นคนที่บริสุทธิ์ไม่มีตราบาปเสียหายทั้งยังกาย จิตใจ เป็นผู้ปฏิบัติดี ปฏิบัติถูกใจ มีทางดำเนินป้อมปราการคงจะ หนักแน่น เป็นที่ยอมรับ และก็ได้รับความยำเกรงจากชาวพุทธว่า ท่านเป็นพระแท้ ที่หาได้ยากยิ่ง เป็นตัวอย่างของวัดผู้ทรงศีลบริสุทธิ์ ไม่ใฝ่หาลาภสักการ ไม่ใฝ่หาชื่อเสียงเกียรติ เป็นผู้ปฏิบัติตรงต่อ พระธรรมวินัย มีความกตเวทิตายอดเยี่ยม ยากที่จะหาใครกันแน่เท่าได้…

ประวัติพระ พระอาจารย์กู่ ธัมมทินโน

พระอาจารย์กู่ ธัมมทินโน

ประวัติพระ พระอาจารย์กู่ ธัมมทินโน

พระอาจารย์กู่ ธัมมทินโน
วัดมหาชัย ตำบล หนองบัว อำเภอเมือง จังหวัดหนองบัวลำภู
นามเดิม กู่ สุวรรณรงค์
พ่อ หลวงพรหม (เมฆ สุวรรณรงค์)
แม่ หล้า สุวรรณรงค์
เกิด วันเสาร์ เดือน ๕ ปีชวด พุทธศักราช ๒๔๔๓

การอุปสมบท
ได้บรรพชาเป็นพระภิกษุ ฝ่ายมหานิกายในสำนักวัดโพธิ์ชัย บ้านม่วงไข่ อำเภอ พรรณานิคม จังหวัด สกลนคร โดยมีพระครูสกลสมณกิจ (ท่านอาญาครูธรรม) เป็นพระอุปัชฌาย์

การจาริกเพื่อเรียนธรรมปฏิบัติ
ตลอดระยะเวลาที่ท่านบรรพชาอยู่ ท่านเป็นผู้ยินดีในเสนาสนะป่า เป็นส่วนมาก ได้จากริแสวงหาที่วิเวก เพื่อสมาธิภาวนา ตามป่าชัฏ ได้ได้โอกาสเล่าเรียนธรรมพื้นฐาน กันท่านพระคุณครูมองลย์ อตุๆโล (พระราชวุฑฒาจารย์) ที่วัดบ้านม่วงไข่นี้ และก็ถัดมา ก็ได้เดินทางไปเจอพระอาจารย์มั่น และก็ได้อยู่เรียนรู้พระธรรม รวมทั้งปฏิบัติสมถวิปัสสนากัมมัฏฐาน

การขอญัตติ
เมื่อ พุทธศักราช ๒๔๖๖ ได้ญัตติเป็นภิกษุธรรมยุติกนิกาย โดยมีพระอดิศัยคุณาธาร (คำ อรโก) เป็นพระอุปัชฌาย์ พระอาจารย์มั่น เป็นพระกรรมวาจารย์ ณ วัดมหาชัย ตำบล หนองบัว อำเภอเมือง จังหวัดหนองบัวลำภู

มรณภาพ
ท่านป่วยด้วยโรคฝีฝักบัว ที่ต้นคอ ซึ่งเป็นโรคประจำตัว เมื่อออกพรรษา ปี พุทธศักราช ๒๔๙๕ แล้ว ท่านได้ลาญาติโยม ขึ้นไปทำสมที่ธุระที่ถ้ำเจ้าผู้เรา จนกระทั่งล่วงไปได้ ๓ เดือน อาการของโรคได้กำเริบมากขึ้น จนกระทั่งท่านได้ถึงมรณภาพ ในท่าทางนั่งสมาธิ ณ ถ้ำเจ้าผู้ข้า ตอนวันที่ ๒๓ ม.ค. พุทธศักราช ๒๔๘๖ รวมอายุท่านได้ ๕๓ ปี…

ประวัติ หลวงปู่ชา สุภัทโท

หลวงปู่ชา สุภัทโท

ประวัติ หลวงปู่ชา สุภัทโท

หลวงปู่ชา สุภัทโท
วัดหนองป่าพง อำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี

“โลกนี้มีความเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดไป จะอยู่ที่โน่นก็เปลี่ยน อยู่ตรงนี้หรือตรงไหนก็เปลี่ยนเนื่องจากเราทั้งหลายอยู่ได้ด้วย ความเคลื่อนไหว หากไม่มีความเคลื่อนไหว พวกเราก็อยู่มิได้ หายใจ ออกมาและจากนั้นก็กลายเป็นหายใจเข้า และหายใจออก ไม่อย่างนั้น ก็อยู่มิได้ ออกไปหมดก็อยู่มิได้ ลมเข้ามาแล้วไม่ออกก็อยู่มิได้ พวกเราทั้งหลายแหล่อยู่ในโลกนี้ก็เป็นของโลก มันเป็นของๆโลก ไม่สมควร ทำความรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจ ไม่ควรที่จะทำความเศร้าใจอะไรก็ตามพวกเราควรเป็นผู้มีจิตใจ แข็งแกร่ง จะตกไปอยู่ที่แห่งไหนก็สร้างแม้กระนั้นความดี ถึงแม้หมดชีวิต ก็อย่าทิ้งความดี ”

นามเดิม ชา ช่วงโชติ เกิด 17 มิ.ย. 2461
สถานที่เกิด อำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี

อุปสมบท
บวชในวัดก่อใน อำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี ช่วงวันที่ 26 เม.ย. 2482 โดยมี พระครูอินทรสารคุณ เป็นพระอุปัชฌาย์ สมณศักดิ์ พระโพธิญาณเถร

มรณภาพ
16 มกราคม 2535 อายุ 74 ปี 53 ปี

หลวงปู่เกิดในครอบครัวที่อบอุ่น รวย รวมทั้งมักเกื้อหนุนสงเคราะห์คนยากไร้อยู่ตลอด ท่านเป็นเด็กวัดตั้งแต่ อายุยังน้อย รวมทั้งได้บวชเป็นเณรที่วัดบ้านก่อ เมื่ออายุได้ 13 ปี ลาสึกเมื่ออายุได้ 16 ปี แม้กระนั้นอย่างไรก็ตาม เมื่ออายุได้ 21 ปี หลวงปู่ได้เข้าพิธีการบวชเป็นพระภิกษุในวัดก่อใน จนกว่าต้นปีพุทธศักราช 2489 หลวงปู่ก็เลยได้เริ่ม ออกธุดงค์ไปยังสถานที่ต่างๆเพื่อหาคุณครูเป็นที่พึ่งพิง แล้วก็ได้เข้ากราบนมัสการ พระคุณครูมั่น ความฉลาดทัตโต ที่วัดหนองผือทุ่งนาใน อำเภอพรรณานิคม สกลนคร พระคุณครูมั่นได้ให้โอวาท แล้วก็เปรยเรื่องนิกายว่า “ถ้าเกิดถือพระระเบียบ เป็นหลัก ก็ไม่ต้องสงสัยในนิกายทั้งคู่ ด้วยเหตุดังกล่าว ก็เลยไม่จำเป็น จะต้องญัตติเข้าธรรมยุตินิกาย ด้วยทางมหานิกาย จำเป็นจะต้องมีพระผู้ปฏิบัติดี ปฏิบัติถูกใจสิ่งเดียวกัน” ด้วยเหตุฉะนี้เอง หลวงปู่ก็เลยไม่ได้ขอญัตติเที่ยงธรรมเลิกเหมือนกับ ลูกศิษย์ของพระคุณครูมั่นทั้งหลายแหล่ ภายหลังจากเข้ากราบนมัสการพระคุณครูมั่นแล้ว ท่านกำเนิดเชื่อถือเลื่อมใสยิ่งนักถึงกับ เทียบว่า “คนตาดีเมื่อเจอดวงไฟก็เห็นแสงไฟ ส่วนคนตาบอดนั้น ถึงจะนั่งเฝ้าดวงไฟก็ไม่เห็นอะไร” ข้อความประพฤติปฏิบัติต่างๆของพระคุณครูมั่น ได้ถูกเอามาเป็นตัวอย่างสำหรับเพื่อการปฏิบัติสำหรับพระ-สามเณร เมื่อหลวงปู่ได้กลับมาปรับปรุงวัดหนองป่าดงในตอนตอนปลายชีวิต จนถึงเป็นที่รู้จักแผ่กว้างไกลไปถึงเมืองนอก มีชาวต่างชาติเลื่อมใส เลื่อมใสขอบวชกับหลวงปู่เยอะมากๆ ท่านก็เลยได้สร้างวัดป่านาท้องนาชาติ เพื่อภิกษุคนประเทศอื่น ได้ได้โอกาสใช้เป็นที่พำนักฝึกฝนปฏิบัติธรรม นอกจากยังได้สร้างวัดสาขาของสงฆ์หนองป่าพง เพื่อเผยแพร่ศาสนาไปยังทั่วทุกภาค ของประเทศ ก็เลยถือได้ว่าหลวงปู่เป็นผู้มีพระคุณอย่างมากมายมหาศาลต่อศาสนิกชนทั้งหลายแหล่ ควรจะแก่การเชิดชูเทิดทูนบูชายิ่ง…

ประวัติ พระอาจารย์ฝั้น อาจาโร

พระอาจารย์ฝั้น อาจาโร

ประวัติ พระอาจารย์ฝั้น อาจาโร

พระอาจารย์ฝั้น อาจาโร
วัดป่าอุดมสมพร อำเภอพรรณานิคม จังหวัดสกลนคร

” ทุกคนจะต้องเข้ามหายุทธสงครามวันหนึ่ง เป็นการ ต่อสู้กับพญายม เมื่อถึงเวลานั้นแต่ละคนจำเป็นจะต้องสู้เพื่อ ตัวเอง รวมทั้งจำเป็นต้องสู้เพียงลำพัง คนที่สู้เจริญก็จะไปดี เป็นไปสู่ สวรรค์ คนที่เสียทีก็จะไปร้าย เป็นไปสู่นรก อาวุธที่ใช้ ต่อสู้มีเพียงแค่อย่างเดียวเป็น”สติ” ซึ่งจะสร้างสมได้ด้วยการ เจริญภาวนาแค่นั้น ”

พระธุป่าดงคการเข้าฌาน ที่เป็นลูกศิษย์ ของท่านพระคุณครูมั่น ภูริทัตโตเถระ รวมทั้งเป็น ผู้เจริญ ในสมณะธรรม บำเพ็ญธุระน้อยใหญ่ เพื่อ อำนวยประโยชน์ ต่องานศาสนา สถาบันหลัก ของชาติไทย แล้วก็ช่วยเหลือเกื้อกูล หมู่ชน สังคม อย่างเอนกอนันต์ เป็นปูชนียภิกษุ ที่สาธุชน นับถือเลื่อมใสอย่างใหญ่โต

พระเดชพระคุณ “พระคุณครูฝั้น อาจาโร” วัดป่าอุดมสมพร อำเภอพรรณานิคม สกลนคร

พระคุณครูฝั้น อาจาโร นามเดิม กำเนิดในสกุล กาญจน์รงค์ กำเนิดเมื่อ วันอาทิตย์ ขึ้น ๑๔ เย็น เดือน ๙ ปีกุน ตรงกับวันที่ ๒๐ เดือนสิงหาคม พุทธศักราช ๒๔๔๒ ที่บ้านม่วงไข่ ตำบลพรรณา อำเภอพรรณานิคม จ.สกลนคร เป็นลูกผู้ที่ ๕ ของ เจ้าไชยกุมาร (เม้า) ในเครือญาติ “กาญจน์รงค์” อดีตกาลเจ้าผู้ครองนคร พรรณานิคม คุณแม่ ของท่านชื่อ นางนุ้ย

พระคุณครูฝั้น ครั้งวัยเด็ก มีพฤติกรรม เป็นระเบียบ นิสัยโอบอ้อม อารี มุมานะ ทรหดอดทน ต่อปัญหา ช่วยเหลือธุรกิจ งานของพ่อ คุณแม่ โดยไม่ยอมแพ้ ต่อความลำบากตรากตรำ

ท่านเข้าศึกษา ชั้นประถม ที่สถานศึกษาวัดโพธิ์ชัย บ้านม่วงไข่ และก็ เข้าไปศึกษาต่อ กับพี่เขย ที่เป็นปลัดขวา ที่อำเภอเมือง ขอนแก่น ตอนนั้น ตอนแรก ท่านต้องการรับราชการ แต่ว่าถัดมา ได้มองเห็น ความเป็นไม่แน่นอน ของผู้มี ยศฐาบรรดาศักดิ์ ก็เลยได้เปลี่ยนแปลง ความตั้งอกตั้งใจ และก็ได้เข้า บวช เป็นเณร ที่วัดโพนทองคำ บ้านบะทองคำ ซึ่งเป็นวัดมหานิกาย ต่อมาในพุทธศักราช ๒๔๖๓ ก็เลยได้มอบตัวเป็นลูกศิษย์ของ พระคุณครูมั่น ความฉลาดทัตโต รวมทั้งได้ขอญัตติ ยุติธรรมจบนิกาย ช่วงวันที่ ๒๑ พฤษภาคม ๒๔๖๘ ที่วัดโพธิ์สมภรณ์ จังหวัดจังหวัดอุดรธานี โดยมี ท่านเจ้าคุณพระธรรมเจดีย์ เป็นอุปัชฌาย์

ครั้นเมื่อ อายุได้ ๒๐ ปี ท่านได้บรรพชา เป็นพระภิกษุสงฆ์ในวัดสิทธิบังคม อำเภอ พรรณานิคม จังหวัด จ.สกลนคร โดยมีพระครูป้อง เป็นอุปัชฌาย์ แล้วก็เป็นอาจารย์ การก้าวหน้าการเข้าฌาน ตลอดปีแรก

ออกพรรษาแล้ว ท่านกลับมาอาศัย ที่วัดโพนทองคำ ซึ่งมีพระครูสกลสมที่ธุระ เป็นเจ้าอาวาส รวมทั้งวิปัสสนาจารย์ นำพระสงฆ์ฝั้น อาจาโร ออกธุป่าดงครวมทั้งเจริญภาวนา

ในช่วงชีวิตบรรพชิตของหลวงปู่ ท่านได้ธุดงค์ยังสถานที่ต่างๆเพื่อเผยแผ่พระธรรม คำอบรมสั่งสอน กระทั่งเป็นที่เชื่อถือเชื่อถือของญาติโยมเป็นจำนวนมาก แล้วก็ได้รับการได้รับการเชิดชูเป็น “พระอริยสงฆ์” องค์หนึ่ง

มรณภาพ
๔ เดือนมกราคม ๒๕๒๗ อายุ ๗๘ ปี ๕๘ ปี…

ประวัติ พระอุบาลีคุณูปมาจารย์ (จันทร์ สิริจันทโท)

พระอุบาลีคุณูปมาจารย์

ประวัติ พระอุบาลีคุณูปมาจารย์  (จันทร์ สิริจันทโท)

พระอุบาลีคุณูปมาจารย์ (จันทร์ สิริจันทโท)
วัดบรมนิวาส จ.กรุงเทพฯ

นามเดิม จันทร์ ศุภสร
พ่อ สอน ศุภสร
มารดา แก้ว ศุภสร
เกิด เป็นลูกคนหัวปี ในจำนวน ๑๑ คน
วันศุกร์ แรม ๑๐ ค่ำ เดือน ๔ ปีมะโรง พุทธศักราช ๒๓๙๙
ที่บ้านหนองไหล จังหวัดอุบลราชธานี

การบรรพชาและอุปสมบท
อายุย่างได้ ๑๓ ปี ได้บวชเป็นเณร เมื่อเดือนยี่ ปีมะโรง พุทธศักราช ๒๔๑๑ ที่วัดบ้านหนองไหล โดยเจ้าอธิการโสดา เป็นพระอุปัชฌาย์ บรรพชาอยู่ได้ ๗ ปี ก็ต้องลาสิกขา เพราะเหตุว่า มีกิจจำเป็น แล้วก็เมื่ออายุย่าง ๒๒ ปี ได้บรรพชาเป็นพระภิกษุ ที่วัดศรีทองในวันขึ้น ๘ เย็น เดือน ๖ ปีวัว พุทธศักราช ๒๔๒๐ โดยท่านเทวธัมมี (ม้าว) เป็นอุปัชฌาย์ เจ้าอธิการสีโห วัดชัยมงคล เป็นพระคำประกาศจารย์

การศึกษาปริยัติธรรม
ได้เข้ามาเล่าเรียนปริยัติธรรมที่กรุงเทพมหานคร ราวๆ พุทธศักราช ๒๔๒๓, พุทธศักราช ๒๔๒๘ สอบได้เปรียญ ๓ ประโยค ขณะเมื่อจำพรรษา อยู่วัดบุปผาราม พุทธศักราช ๒๔๓๗ สอบได้เปรียญ ๔ ประโยค ขณะเมื่อจำพรรษาอยู่ที่วัดเทพศิรินทร์

การศึกษาในทางวิปัสสนาธุระ
ใน พุทธศักราช ๒๔๓๘ ได้ไปเรียนวิปัสสนากัมฐาน กับท่านเจ้าคุณปัญญาพิศาลเถระ (สิงห์) วัดสระปทุม แล้วก็ออกไปเจริญวิปัสสนา ที่เขาดอก รวมทั้งในรอบๆ ตำบลเมืองนครราชสีมา จนกระทั่ง พุทธศักราช ๒๔๓๙ ก็เลยได้กลับมาวัดสระปทุม ต่อจากนั้นก็ได้ออกวิเวกทุกปี เมื่อวันออกพรรษาแล้ว ตั้งแต่ ปี พุทธศักราช ๒๔๕๔

สมณศักดิ์
วันที่ ๙ พ.ย. พุทธศักราช ๒๔๖๘ ได้รับพระราชทานสัญญาบัตรเลื่อนขึ้นเป็น พระราชาคณะที่ พระอุบาลีคุณปมาจารย์

มรณภาพ
ในมิ.ย. พุทธศักราช ๒๔๗๕ รวมทั้งได้รับพระราชทานเพลิงศพ ช่วงวันที่ ๓๐ ต.ค. พุทธศักราช ๒๔๗๕…

ประวัติ หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต

หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต

ประวัติ หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต

หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต
วัดป่าสุทธาวาส จังหวัดสกลนคร

“ธรรมชาติของดีทั้งหลายนั้น ย่อมเกิดขึ้นมาแต่ว่าของไม่ดี มีอุปมาดังดอกนิลุบลชาติอันสวยสดงดงาม ก็เกิดมาจาก โคลนตม อันเป็นของสกปรก ปฏิกูล น่าเกลียด แม้กระนั้น ดอกบัวนั้นเมื่อขึ้นพ้นโคลนตมแล้วย่อมเป็นสิ่งสะอาด เป็นที่ทัดทรงของพระราชา อุปราช อำมาตย์ เสนาบดี ฯลฯ แล้วก็ดอกบัวนั้นก็มิคืนกลับไปยังโคลนตมอีก -ดีใดไม่มีโทษ ดีนั้นชื่อว่าดีเลิศ -ได้สมบัติทั้งสิ้นไม่เท่าได้ตน เพราะเหตุว่าตัวตนนั้นเป็นที่เกิดแห่ง ทรัพย์สินทั้งสิ้น”

นามเดิม
เกิดในสกุล แก่นแก้ว เกิด 20 มกราคม 2413 สถานที่เกิด บ้านคำบง อำเภอโขงเจียม จังหวัดอุบลราชธานี

อุปสมบท
อุปสมบท ณ วัดเลียบ อำเภอเมือง จังหวัดอุบลราชธานี ในวันที่ 12 เดือนมิถุนายน 2436 โดยมีพระอริยกวี เป็นพระอุปัชฌาย์

มรณภาพ
11 พฤศจิกายน 2492 อายุ 80 ปี 56 พรรษา

หลวงปู่บรรพชาเป็นเณร เมื่ออายุได้ 15 ปีในวัดบ้านคำบง เมื่อบรรพชาได้ 2 ปี ท่านต้องสึกตาม ความประสงค์ของพ่อ พอเพียงอายุได้ 22 ปี หลวงปู่ก็เลยได้เข้าพิธีการอุปสมบทเป็นภิกษุ แล้วก็ได้เข้าฝึกปฏิบัติธรรม ในสำนักวิปัสสนากับ ท่านอาจารย์เสาร์ กันตสีโล ณ วัดเลาะ จังหวัดอุบลราชธานี

หลวงปู่เป็นอาจารย์สอนธรรมทางวิปัสสนากรรมฐานที่มีชื่อมีผู้ชื่นชมมากมาย หลวงปู่มีศิษยานุศิษย์ที่เป็นพระเถระซึ่งเป็นที่เครารพของผู้คนทั่วประเทศ อาทิเช่น
หลวงปู่ดูลย์ อตุโล
หลวงปู่แหวน สุจิณโณ
หลวงปู่ฝั้น อาจาโร
หลวงปู่ขาว
หลวงปู่สมชาย ฐิตวิริโย
หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน ฯลฯ

หลวงปู่ได้รับ การเรียกขานจากบรรดาลูกศิษย์ว่า “พระอาจารย์ใหญ่” เป็นผู้มีประวัติงดงาม เป็นฐานที่พึ่งอันมั่นคงตลอดจนเป็นที่ยึดเหนี่ยวทางใจของเหล่าศิษยานุศิษย์ทั้งหลายแหล่ ตลอดระยะเวลาในเพศบรรพชิต หลวงปู่ปฏิบัติตนจนกระทั่งเป็น ตัวอย่างที่ดี อันจะหาใครเทียบเท่าได้ยากยิ่ง…

ประวัติ หลวงปู่หลุย จันทสาโร

หลวงปู่หลุย จันทสาโร

ประวัติ หลวงปู่หลุย จันทสาโร

หลวงปู่หลุย จันทสาโร
วัดถ้ำผาบิ้ง จังหวัดเลย

นามเดิม นายบา วรบุตร
พ่อ นายผ่อย วรบุตร
แม่ นางกวย วรบุตร
เกิด วันอังคารที่ ๑๑ กุมภาพันธ์ พุทธศักราช ๒๔๔๔
ตรงกับวันขึ้น ๔ ค่ำ เดือน ๓ ปีฉลู ที่ อ.เมือง จังหวัด เลย
มีพี่น้องทั้งสิ้น ๓ คน คือ
๑. นางบวย วรบุตร (ถึงแก่กรรม)
๒. หลวงปู่หลุย (มรณภาพ)
๓. นายสุข วรบุตร (ถึงแก่กรรม)

ภายหลังที่หลวงปู่ จบชั้นประถมปีที่ ๓ จากสถานศึกษา วัดศรีสะอาด ได้ไปอยู่กับพี่เขย ซึ่งทำงานเป็นสมุห์บัญชี แผนกสรรพากร อำเภอเชียงคาน อายุ ๑๘ ปี ได้เข้าโบสถ์ นับถือศาสนาคริสต์ ด้วยเหตุว่าชอบสวดมนต์ เชื่อในศาสนาคริสต์ อยู่ ๕ ปี กระทั่งคุณพระเชียงคาน ให้ชื่อว่า นักบุญ หลุย จากการที่คลุกคลีอยู่นี้ ได้มองเห็นการฆ่าสัตว์ตัดชีวิต ก็เลยออกมาจากศาสนาคริสต์ เข้าบรรพชาเมื่อปี พุทธศักราช ๒๔๖๖ โดยบวชฝ่ายมหานิกาย อยู่ ๑ ปี แล้วญัตติเข้ามาเป็นข้างธรรมยุติ ที่ จังหวัดเลย กับท่านพระครูอดิสัย คุณาธาร อยู่ ๑ ปี และก็ได้ญัตติเป็นครั้งลำดับที่สอง ที่ จังหวัด อุดรธานี โดยท่านเจ้าคุณธรรมเจดีย์ (จูม พันธุโล) วัดโพธิสมภรณ์

ในคราวนี้ได้บวช พร้อมทั้งหลวงปู่ขาว อนาลโย โดยหลวงปู่หลุย เป็นนาคขวา บรรพชาก่อนหลวงปู่ขาว ๑๕ นาที แล้วก็ได้มาอยู่กับท่าน พระคุณครูมั่น รวมทั้งท่านพระอาจารย์เสาร์ ที่ อำเภอท่าบ่อ ตรงเวลา ๑๑ ปี และก็หลวงปู่ ได้อยู่เป็นเจ้าอาวาส วัดถ้ำผาบิ้ง อยู่ ๒ – ๓ ปี ก็ได้ท่องเที่ยววิเวก โดยให้พระอาจารย์ที่ปรึกษา (หรั่ง คณาโสภโณ) เป็นเจ้าอาวาสวัดถ้ำผาบิ้งสืบต่อไปแทน…

ประวัติ พระอาจารย์สิงห์ ขันตยาคโม

พระอาจารย์สิงห์ ขันตยาคโม

ประวัติ พระอาจารย์สิงห์ ขันตยาคโม

พระอาจารย์สิงห์ ขันตยาคโม
วัดป่าสาลวัน อำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา

นามเดิม สิงห์ บุญโท
พ่อ เพียอัครวงศ์ (อ้วน)
คุณแม่ หล้า บุญโท
เกิด วันที่ ๒๗ ม.ค. ๒๔๒๓ ปีฉลู

บรรพชา
เป็นเณร เมื่อ พุทธศักราช๒๔๔๖ในวัดบ้านหนองขอน ตำบลหัวสมุทร อำเภออำนาจก้าวหน้า จังหวัดอุบลราชธานี (เดี๋ยวนี้ จังหวัดอำนาจเจริญ)

บวช
ในพัทธสีมาวัดสุทัศน์ อำเภอเมือง จังหวัดอุบลราชธานี ตอนวันที่ ๓๐ พ.ย. ๒๔๕๒ โดยสมเด็จพระมหาวีวงศ์ (ติสโส อ้วน) สมัยเมื่อดำรงสมณศักดิ์ เป็นพระศาสนดิลก เป็นอุปัชฌาย์ ลูกศิษย์หลวงปู่มั่น

ในระหว่างปี ปี พุทธศักราช๒๔๕๘ ได้นมัสการ ท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต ที่วัดบูรพา อำเภอเมือง จังหวัดอุบลราชธานี มีความนับถือ ในนฤติการณ์ศีลาจารความประพฤติ ของท่านพระอาจารย์ใหญ่ฝ่ายกรรมฐาน ก็เลยมอบกายถวายตัว เป็นลูกศิษย์ออกธุดงคปฏิบัติ ตามแนวของท่าน จนกระทั่งมีความก้าวหน้าทางธรรมปฏิบัติพระอาจารย์สิงห์ ขันตยาคโม

เป็นพระนักปฏิบัติ ที่แน่วแน่ เอื้อเฟื้อ เป็นผู้นำหมู่คณะ เผยแผ่ธรรม ได้ผลดีมากมาย ในแถบจังหวัดนครราชสีมา รวมทั้งภาคอีสาน วัดที่ท่านเคยอาศัย เป็นเจ้าอาวาส เป็นวัดป่าสาลวัน โคราช

สมณศักดิ์
ได้รับพระราชทานสมณศักดิ์ เป็นพระราชาคณะชั้นสามัญฝ่ายวิปัสสนาธุระ ที่ “พระญาณวิสิษฏ์ สมิทธิวีราจารย์” เมื่อ ๕ ธ.ค. ๒๕๐๐

มรณภาพ
วันที่ ๘ ก.ย. ๒๕๐๔ เวลา ๑๐.๒๐ น ณ วัดป่าสาลวัน รวมอายุได้ ๗๓ ปี…

ประวัติ พระวชิรญาณภิกษุ

พระวชิรญาณภิกษุ

ประวัติ พระวชิรญาณภิกษุ

พระวชิรญาณภิกษุ หรือ วชิรญาณภิกษุ

เป็นฉายาของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระวชิรญาณทรงเป็นบุตรชาย ในพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย (รัชกาลที่ ๒) พระราชการเกิดช่วงวันที่ ๑๘ เดือนตุลาคม พุทธศักราช ๒๓๔๗ ทรงผนวชเมื่อพระชนมายุ ๒๑ พรรษา ณ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม ทรงเรียนพระธรรมวินัยตรงเวลาถึง ๒๑ ปี ก็เลยทรงลาผนวชขึ้นเสวยราชสมบัติเป็นพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔

ที่พระบรมราชจักรีวงศ์ ระหว่างที่ทรงบวชและก็ประทับ ณ วัดบวรนิเวศวิหารนั้น ท่านได้ทรงเรียนรู้พระธรรมวินัยอย่างแตกฉาน กระทั่งสามารถบอกพระราชนิพนธ์ภาษาบาลีได้อย่างกระชุ่มกระชวย ทรงพระราชนิพนธ์บทสวดมนต์ไว้หลายบท ซึ่งพระไทยยังคงใช้สวดมนตร์บรรยายมาจนถึงปัจจุบันนี้ แต่ว่าผลงานที่เด่นที่สุดเห็นจะเป็นต้นว่าการที่ทรงแต่งตั้งธรรมยุติกนิกายขึ้น เป็นนิกายใหม่อีกนิกายหนึ่งในประเทศสยาม…